ReadyPlanet.com
dot dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot


ชามะเขือพวง


ระบบภูมิคุ้มกัน ( Immune system ) article

          เมื่อสิ่งรุกรานได้ผ่านปราการป้องกันทางกายภาพผิวหนังหรือเยื่อบุเข้ามาได้ ร่างกายของเรามีระบบป้องกันที่แยบยลกว่า นี่คือระบบภูมิคุ้มกันซึ่งแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ

          1. ระบบภูมิคุ้มกันที่ติดมากับตัว ( innate immune system ) เป็นระบบที่ธรรมชาติสร้างให้สัตว์ทุกชนิด และมีความพร้อมอยู่เสมอที่จะทำหน้าที่นับเป็นปราการณ์ด่านที่ 2 ลองนึกภาพเมื่อเราได้รับบาดแผลที่นิ้ว ก็จะเกิดการบวมและแดงบริเวณนั้น ที่เป็นดังนี้เพราะแบคทีเรียที่มีอยู่บริเวณผิวหนังได้เข้าไปด้วยด่านแรกได้เปิดออก ในขณะเดียวกันระบบภูมิคุ้มกันที่ติดมากับตัว เม็ดเลือดขาวที่ลาดตระเวณอยู่จะเข้ามาทำหน้าที่ทันที เนื้อเยื่อของเรานั้นที่ดูเหมือนเป็นก้อนในสภาพของแข็งนั้น แต่ในระดับเซลล์แล้วมีลักษณะคล้ายฟองน้ำมากกว่า คือ มีรูพรุนซึ่งเซลล์ชนิดต่าง ๆ จะเคลื่อนที่ค่อนข้างจะเป็นอิสระ เซลล์สำคัญที่ทำหน้าที่ป้องกัน คือ เม็ดเลือดขาวโมโนไซท์ (monocyte) ที่มีอยู่ทุกหนแห่งโดยไหลเวียนไปตามหลอดเลือดที่เลี้ยงเนื้อเยื่อ คือ หลอดเลือดฝอย เมื่อมีบาดแผลทำให้หลอดเลือดฝอยแตกเซลล์นี้จะออกมาทันที เข้าสู่เนื้อเยื่อแล้วเติบโตเป็น มาโครฟาจ ( macrophage ) เพื่อทำหน้าที่บริเวณนั้นจับกินแบคทีเรียหรือเก็บขยะ เมื่อทำหน้าที่ มันยังหลั่งสารเคมีออกมา ไปกระตุ้นให้เลือดไหลเพิ่มขึ้น ทำให้บริเวณที่ได้รับบาดแผลแดงและบวมเพราะมีของเหลวรั่วออกมา ในการต่อสู้กับแบคทีเรีย มาโครฟาจ ก็ผลิตสารเคมีที่เรียก ไซโตไคน์ ( cytokines ) ออกมาด้วย นี่เป็นสารคล้ายฮอร์โมนทำหน้าที่สื่อสารระหว่างเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันเพื่อมาช่วยกันต่อสู้กับผู้รุกรานนอกจากนี้ยังมีเซลล์ที่ทำหน้าที่คล้ายกันคือ เซลล์พิฆาต (natural killer cells) ซึ่งสามารถทำลายเชื้อโรคและเซลล์มะเร็งได้ เม็ดเลือดขาว โมโนไซท์ มีอายุเฉลี่ย 3 วัน

          2. ระบบภูมิคุ้มกันที่เกิดจากการปรับตัว ( Adaptive Immune System ) ประมาณ 99% ของสัตว์ดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยระบบป้องกันด่านแรก:ผิวหนังและเยื่อบุกับระบบภูมิคุ้มกันที่ติดมากับตัว อย่างไรก็ตาม สัตว์ที่มีกระดูกสันหลัง เช่นพวกเราธรรมชาติได้สร้างระบบภูมิคุ้มกันระดับที่ 3 ให้อีก คือ ระบบภูมิคุ้มกันที่เกิดจากการปรับตัว ซึ่งเป็นระบบป้องกันที่สามารถป้องกันผู้รุกรานเกือบทุกชนิดได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากเชื้อไวรัส เมื่อร่างกายได้รับเชื้อโรค  ก็จะสร้างภูมิคุ้มกันชนิดนี้ขึ้น เป็นโปรตีนพิเศษชนิดหนึ่งที่เรียก แอนติบอดี (antibody) ไหลเวียนในกระแสเลือด ส่วนเชื้อที่กระตุ้นระบบนี้เราเรียกว่า แอนติเจน (antigen) ซึ่งก็คือสิ่งต่าง ๆ ที่ร่างกายถือเป็นสิ่งแปลกปลอม แอนติบอดีไม่มีหน้าที่ทำลายสิ่งแปลกปลอมที่รุกล้ำเข้ามาแต่จะเข้าไปจับติดกับแอนติเจนแสดงให้รู้ว่าเป็นสิ่งแปลกปลอม เพื่อจะถูกจับกิน (phagocytosis) โดยระบบภูมิคุ้มกันต่อไป

          ระบบภูมิคุ้มกันที่เกิดจากการปรับตัวนี้ ต้องใช้เวลาจำนวนหนึ่งที่จะทำหน้าที่ได้ แต่เมื่อได้ทำหน้าที่การตอบสนองต่อการอักเสบจะมีมากขึ้นนั่นคือ ระบบจะขับเคลื่อนแอนติบอดีและเม็ดเลือดขาวเพื่อทำลายผู้รุกรานไม่ว่ามันจะอยู่ในกระแสเลือด เนื้อเยื่อ หรือ ในระบบน้ำเหลืองก็ตาม เม็ดเลือดขาวหลักที่ทำหน้าที่นี้คือ บี และ ที ลิมโพไซท์ (B & T Iymphocyte) ในตระกูลเดียวกันนี้ ยังมีแนทเจอรัลคิลเลอร์เซลล์ (natural cells,NK) หรือเซลล์เพชรฆาต ซึ่งทำหน้าที่โดยบังคับให้เซลล์มะเร็งหรือเชื้อโรคฆ่าตัวตาย

          เม็ดเลือดของเราสร้างขึ้นที่ไขกระดูกจากสะเต็มเซลล์ (stem cell) บีลิมโพไซท์นั้นเติบโตเต็มที่ที่ไขกระดูก (bone marrow) ส่วนที่ลิมโพไซท์เติบโตเต็มที่ที่ต่อมไธมัส (thymus gland) ซึ่งอยู่ใต้กระดูกหน้าอก บีเซลล์มีประมาณ 10% ส่วนทีเซลล์มีประมาณ 80% ที่ไหลเวียนอยู่ในกระแสเลือด เมื่อการติดเชื้อหรือโรคได้ถูกขจัดไป การทำหน้าที่ของ บี และ ที ลิมโพไซท์ จะชลอและหยุดลง

          การทำหน้าที่ของระบบภูมิคุ้มกันทั้ง 2 มีความแตกต่างกัน กล่าวคือ ระบบภูมิคุ้มกันที่ติดมากับตัว ซึ่งมีเซลล์เม็ดเลือดขาว " มาโครฟาจ " นั้นจะทำหน้าที่ทันทีในทุกที่ ซึ่งจะมีผู้รุกรานเข้ามาเป็นประจำทุกวัน ในบางโอกาสก็มีประสิทธิภาพและรวดเร็ว จนระบบภูมิคุ้มกันที่เกิดจากการปรับตัวไม่ต้องทำหน้าที่ สำหรับระบบภูมิคุ้มกันที่เกิดจากการปรับตัวนั้นทำหน้าที่โดยมีการปรับตัวเพื่อต่อสู้กับผู้รุกรานเฉพาะเจาะจงเป็นราย ๆ ไป โดยรับช่วงข้อมูลและแผนการมาจากระบบภูมิคุ้มกันที่ติดมากับตัว

          ระบบภูมิคุ้มกันที่เกิดจากการปรับตัวนั้น ทำหน้าที่โดยการตรวจรู้ว่ามีสิ่งแปลกปลอมเข้ามาได้ที่ต่อมน้ำเหลือง ม้าม ต่อมทอลซิล (tonsils) ต่อมแอนดินอย (adenoids) และเยื่อน้ำเหลืองที่อยู่ภายในผนังลำไส้เล็ก ( Peyer's patch) โดยจะทำหน้าที่ได้ เมื่อมีการถูกกระตุ้นโดยสิ่งแปลกปลอม-แอนติเจน ผู้ทำหน้าที่สนองตอบ คือ บี-เซลล์จะผลิตแอนติบอดีขึ้น ซึ่งเป็นโปรตีนโกลบูลิน มีชื่อเรียก อิมมูโนโกลบูลิน ( Immunoglobulin, Ig ) แบ่งชนิดต่าง ๆ 4 กลุ่มใหญ่ คือ lgM lgG lgA และ lgE ระบบน้ำเหลืองซึ่งมีต่อมน้ำเหลืองเป็นหลักและท่อน้ำเหลือง เชื่อมต่อโยงกันทั่วร่างกาย จึงทำหน้าที่สำคัญให้ภูมิคุ้มกันที่เกิดจากการปรับตัว นั่นคือ บี และ ที เซลล์ ส่วนใหญ่จะไปทำลายผู้รุกราน

          ต่อมน้ำเหลืองมีจำนวนนับพันกระจายทั่วร่างกายมีขนาดต่าง ๆ กัน ทำหน้าที่เปรียบเสมือนที่ทำลายหรือกรองเชื้อโรค - ผู้รุกรานออกจากระบบการไหลเวียนของน้ำเหลืองเป็นไปอย่างช้า ๆ ไม่เหมือนเลือดซึ่งมีหัวใจเป็นตัวสูบฉีด แต่ไหลเวียนได้ด้วยการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อเมื่อเรามีกิจกรรมแรงดันภายในทรวงอกเมื่อเราหายใจ และแรงจากชีพจรหรือการเต้นของหลอดเลือดแดงที่อยู่ใกล้เคียง น้ำเหลืองจะไหลเวียนแล้วเทเข้าสู่ระบบหลอดเลือดดำ ผสมเป็นส่วนหนึ่งของเลือดไหลเวียนไปด้วยระบบหลอดเลือดต่อไป 

 

*** การดื่มน้ำสมุนไพรสกัดชีวภาพบีวีพลัส วันละ 15 ซีซี ผสมด้วยน้ำเปล่า 1 แก้ว รับประทานวันละ 1 ครั้ง เวลาใดก็ได้ จะช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันร่างกายได้ดีมาก ๆ( ช่วงแรกให้ทานติดต่อกัน 2 เดือนจะเห็นผลชัดเจน )




ความรู้ดีๆที่เราเอามาฝาก

การเผาไขมัน article
ทฤษฎีองค์รวม (Wholeness theory) article
ทฤษฎีเชื้อโรค ( Germ Theory) article
มะเร็งเต้านม
สปอร์เห็ดหลินจือ
กรดไหลย้อน
เลือดข้นกับโรคหัวใจ
โรคพาร์กินสัน
สูตรน้ำผักปั่นเพื่อสุขภาพที่ดี
เนื้องอกในมดลูก
ท้องผูก
ช็อกโกแลตซีสต์
ตกขาว
ต่อมธัยมัสกับน้ำเหลือง
เมลาโทนินกับการนอน
โรคอ้วน
เบาหวาน
สารต้านอนุมูลอิสระ
คอเลสเตอรอลกับโรคแทรกซ้อน
ไตรกีเซอร์ไรต์
วิธีลดคอเลสเตอรอล
ประโยชน์จุลลินทรีย์
โรคมะเร็ง article
โปรไบโอติค ( เชื้อชูชีพ )
แคลเซี่ยม ( Calcium )
ยาแผนปัจจุบันกับชีวิตประจำวัน article
เส้นใย (Fiber) article
อาหารที่ล้างคราบไขมันและความเป็นกรดในเลือด
ดวงคนวันเสาร์
ดวงคนวันศุกร์
ดวงคนวันพฤหัสบดี
ดวงคนวันพุธ
ดวงคนวันอังคาร
ดวงคนวันจันทร์
ดวงคนวันอาทิตย์
เลือดหนืดในโรคเบาหวาน



Copyright © 2010 All Rights Reserved.

thaiholistic
79/148 ซอย. สามวา 29 ถนน. สามวา เขต :  คลองสามวา แขวง :บางชัน
กรุงเทพมหานคร      10510
TEL : 086-3178658,086-5665291
อีเมล :RADAPAL@hotmail.com เว็บไซต์ : www.thaiholistic.com